นิทานก้อม

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

วงดนตรีพื้นบ้าน(โปงลาง)

Categories: ดนตรีพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

ดนตรีอีสาน

ดนตรีอีสาน เป็นดนตรีระดับพื้นบ้าน เข้าถึงชีวิตชาวบ้าน สืบทอดพัฒนาโดยชาวบ้าน จนได้ชื่อว่าเป็นดนตรีพื้นบ้านอีสาน ที่เข้าถึงชีวิต จิตใจ กล่อมเกลาจิตใจ ตลอดถึง ให้ความสนุกสนาน บันเทิง แก่ชาวอีสาน มาช้านาน เครื่องดนตรีบางอย่าง ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น และกำเนิดขึ้นในยุคสมัยไหน แต่เครื่องดนตรีทั้งหลาย ก็ยังมีการสืบทอด ปรับปรุง พัฒนา และเผยแพร่ให้คงอยู่ตราบปัจจุบัน    ดนตรีพื้นบ้านอีสาน จำแนกเป็นหมวดหมู่ได้หลายรูปแบบ ดังนี้
จำแนกตามลักษณะวิธีเล่น

๑ ประเภทเครื่องดีด – พิณ – หึน หรือ หืน

๒ ประเภทเครื่องเป่า – แคน – โหวด – ปี่กูแคน หรือ ปี่ภูไท

๓ ประเภทเครื่องตี หรือ เคาะ – โปงลาง – กลอง – กั๊บแก๊บ – ฆ้องโหม่ง – ฉิ่ง – ฉาบ

๔ ประเภทเครื่องสี – ซอ

๕ ประเภทเครื่องดึง – ไหซอง

จำแนกตามวัตถุประสงค์การบรรเลง

๑ ประเภทบรรเลงทำนอง – แคน – พิณ – ซอ
– โหวด – โปงลาง – ปี่กู่แคน หรือ ปี่ภูไท – หึน หรือ หืน

๒ ประเภทให้จังหวะ – กลอง – กั๊บแก๊บ – ฆ้องโหม่ง – ฉิ่ง – ฉาบ – ไหซอง

This slideshow requires JavaScript.

Categories: ดนตรีพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

บั้งโผ, บั้งโป๊ะ, บั้งโผ๊ะ ของเล่นในวัยเยาว์(ของใครหลายคน)

บั้งโผ, บั้งโป๊ะ, บั้งโผ๊ะ ของเล่นในวัยเยาว์(ของใครหลายคน)

สิบปีล้ำซาวปีล้ำ จั่งเห็นกวงมายามหมั่ง ข้าวขึ้นเล้า จั่งเห็นเจ้าเทื่อเดียวพี่น้องเอ่ย………….
ทักทายพี่น้องบ้านเฮาจากอำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานีจ้า ช่วงที่ได้พักผ่อนอยู่บ้านเกิดนั้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวจ้า ทำให้นึกถึงตอนเป็นสมัยเด็กๆๆๆๆ นั่งนึกตอนเป็นแก็งเด็กซนชอบประดิษฐ์โน้นนี่เยอะแยะและการละเล่นตอนนั้นงคงนี้ไม่พ้น บั้งโผ๊ะ

Categories: การละเล่นพื้นบ้านอีสาน | ใส่ความเห็น

การเล่น “บักอี”

การเล่น “บักอี”

เป็นการดึงลากคนของฝ่ายตรงข้ามที่ออกมาล่อ ซึ่งกลั้นหายใจอยู่ ให้เลยเส้นตาย หรือ จับไว้ จนใจขาด(หายใจ หรือเสียงอีขาดหาย)

จำนวนผู้เล่น : ๔ คนขึ้นไป

สถานที่และการเตรียม :

เดิ่นกว้าง ๆ พอสมควร…. ขีดเส้นขึ้นมาหนึ่งเส้น เป็นเส้นกลาง หรือเส้นแบ่งเขต ซึ่งเส้นนี้ กะคือ เส้นช่วยชีวิต จากนั้น กะก้าวนับจากเส้นกลางนั้นออกไปทั้งสองฟาก ฟากละประมาณ ๑๐ ก้าว (หรือระยะที่เห็นว่าพอเหมาะ) แล้วกะขีดเส้นแนวขนาน ขึ้นมาอีก ซึ่งเส้นนี้ กะคือ เส้นตาย นั่นเอง

การจัดไท : วิธีการ ปาว ปิ่ง ป้ง

การเลือกไทเล่นก่อน : วิธีการ ปาว ปิ่ง ป้ง

วิธีการเล่น :

ผู้เล่นทั้งสองฝ่าย ไปยืนอยู่ด้านหลังเส้นตาย ของฝั่งไผฝั่งมัน ไทที่ได้เล่นก่อน ส่งโตแทนไปผู้หนึ่ง เป็นผู้ได๋กะได้ ออกไปล่อแต้มเอาฝ่ายตรงข้าม ซึ่งผู้ที่ออกไปล่อนี้ พอเลยเส้นแบ่งเขตหรือเส้นช่วยชีวิต ไป ถือว่าได้เข้าเขตฝ่ายตรงข้ามแล้ว ต้องกลั้นหายใจไว้ และเพื่อให้ผู้อื่นฮู้ว่ายังกลั้นหายใจอยู่ เลยใช้วิธีการฮ้องออกเสียงว่า “ อี ”

ขณะ “ อี ” อยู่นั้น ต้องพยายาม ไปล่อแต้มเอาฝ่ายตรงข้ามให้ได้ ซึ่งฝ่ายตรงข้าม กะต้องหลบ โดยการหนีไปอยู่หลังเส้นตาย.. เพราะว่าผู้ “อี” เลยเส้นตายไปบ่ได้… พร้อมกันนั้น กะต้องพยายามหาทาง จับเอาผู้ “อี” ให้ได้

ผู้ “ อี ” ถ้าแต้มเอาไผบ่ได้เลย เทิงเจ้าของ ใกล้สิใจขาดแล้ว กะต้องกลับเข้าเขตของเจ้าของ เพื่อรักษาชีวิตของเจ้าของไว้

จากนั้น กะถึงทีของอีกไทหนึ่ง เป็นฝ่ายออกมา “อี” บ้าง …ไทนั้น กะส่งโตแทน ออกมาหนึ่งคนคือกัน.. อีออกไปไล่แต้มเอา คือกัน

รณีที่ผู้ “ อี ” แต้มได้ฝ่ายตรงข้ามผู้ได๋กะตาม สิเป็นหนึ่งคน สองคน สามคน กะดี แล้วกะผู้ “อี” สามารถกลับเข้าเขต แตะเส้นช่วยชีวิตได้ โดยที่ยังบ่ทันใจขาด ผู้ที่ถืกแต้มได้เทิงเหมิด ต้อง “ตาย”

รณีที่ผู้ “ อี ” แต้มได้ฝ่ายตรงข้ามผู้ได๋ผู้หนึ่ง แล้ว ขณะที่กำลังสิแล่นกลับเข้าเส้นช่วยชีวิต ถืกจับไว้ โดยฝ่ายตรงข้ามคนเดียว หรือหลายคนก็ดี ถึงแม้ผู้ “อี” พยายามดิ้นรนหนีกลับเส้นช่วยชีวิต แต่ว่า ยังบ่ทันได้แตะเส้นช่วยชีวิต ใจขาดก่อน (เสียง อี ขาดหาย) ผู้ที่ “อี” นั้น ต้อง “ตาย” …ส่วนผู้ที่สัมผัสกับผู้ “อี” นั้น ทุกคน กะรอดชีวิต แล้วกะสามารถฆ่า ผู้ “อี” ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม ได้หนึ่งคน… ในทางกลับกัน ถ้าผู้ “อี” ดิ้นหนีไปแตะเส้นช่วยชีวิตได้ทัน ก่อนสิใจขาด ผู้ “อี” นั้น กะบ่ “ตาย” แต่ผู้ที่ “ตาย” กะคือ ฝ่ายตรงข้ามทุกคน ที่มาสัมผัสกับผู้ “อี” นั้น

ผู้ “ อี ”    “ ตาย ” ก็ดี   ผู้ “ อี ” กลับเข้าเขต ก็ดี ถือว่าจบรอบนั้นๆ ต้องเปลี่ยนให้อีกฝ่ายหนึ่งออกมา “อี” …..ผลัดกันไป ผลัดกันมา อยู่จั่งซี้ล่ะ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิตายเหมิดทุกคน… ฝ่ายที่ตายเหมิดทุกคนก่อน เป็นฝ่ายที่แพ้ ต้องถืกทำโทษโดยการถืกเขกเข่า หรือกุ่ง(กระเตง) อีกฝ่ายหนึ่ง

กติกา :

  • การ “ อี ” คือการกลั้นหายใจ โดยการฮ้องออกเสียงว่า “อี” หรือ “อือ” หรือ “อืม”
  • ผู้ “ อี ” ขณะอยู่ในเขตของฝ่ายตรงข้าม ต้องบ่ใจขาด หรือเสียง “อี” ต้องบ่ขาดหาย บ่จั่งซั้น “ตาย”
  • ผู้ “ อี ” ต้องบ่เลยเส้นตาย ที่อยู่ในเขตฝ่ายตรงข้าม บ่จั่งซั้น “ตาย”
  • ผู้ที่ถืกผู้ “ อี ” แต้มได้ โดยที่ผู้ “ อี ” สามารถกลับไปแตะเส้นช่วยชีวิตได้ทัน ก่อนใจสิขาด ต้อง “ตาย”
  • ผู้ใด๋ถืกผู้ “ อี ” แต้มได้ แต่ว่าผู้ “ อี ” ใจขาดก่อนสิแตะเส้นช่วยชีวิต ผู้นั้นยังบ่ “ตาย” ยังมีสิทธิ์เล่นต่อได้ (ผู้ตาย กะคือ ผู้ “ อี ”)
  • การจับผู้ “ อี ” สามารถช่วยกันจับหลายๆ คนกะได้ ช่วยกันจักคน กะได้
  • ผู้ที่ “ ตาย ” ถือว่าเหมิดสิทธิ์ในการเล่น ต้องรอจนกว่าไทได๋ไทหนึ่ง สิตายเหมิด แล้วเริ่มต้นเล่นใหม่ จั่งค่อยสิมีสิทธิ์เล่นอีก
  • ฝ่ายที่ “ ตาย ” เหมิดก่อน ถือว่า แพ้
Categories: การละเล่นพื้นบ้านอีสาน | ใส่ความเห็น

การเล่นจ้ำหมู่หมี่

จ้ำหมู่หมี่

จำนวนผู้เล่น : สี่คนขึ้นไป

สถานที่และการเตรียม :

เดิ่นขี้ดิน … ผู้เล่นซ่อยกันกวดขี้ดิน ต้อมขึ้นเป็นกองใหญ่ๆ กองหนึ่ง ซึ่งกองขี้ดินนี้ เอิ้นว่า“เมม” “เมม” ถือเป็นของสำคัญที่ต้องรักษาไว้ให้ดี ต้องระวังบ่ให้อีกฝ่ายนึง มากิน “เมม”

การจัดไท : วิธี จ้ำหมู่หมี่ หรือ ปาว ปิ่งโป้ง หรือ โอ น้อย ออก

วิธีจ้ำหมู่หมี่ กะคือ ผู้เล่นทุกคน นั่งอ้อมเป็นวง กรณีมีผู้เล่นหลายคน ให้กำมือข้างเดียว แล้วเด่เข้าไปกลางวง …กรณีมีผู้เล่นหน่อยคน เช่นสี่คน ให้กำมือสองข้าง แล้วเด่เข้าไปกลางวง… วางเรียงติดกัน ในลักษณะวงกลม จากนั้น ผู้เป็นหัวหน้าพาเล่น กะเอามือเจ้าของ (ซ้าย หรือขวา ตามถนัด) ข้างนึง มาจ้ำมือ วนรอบไปเรื่อยๆ (กรณีกำสองมือ ผู้จ้ำ ให้จ้ำมือเจ้าของ ข้างที่ใช้จ้ำผู้อื่นนำ) ทางปากกะว่า บท “จ้ำหมู่หมี่” ไปนำ หนึ่งพยางค์ต่อหนึ่งจ้ำ หรือหนึ่งพยางค์ต่อมือหนึ่งมือ

“ จ้ำหมู่หมี่ หมู่หมก หมู่มน หักคอคน ใส่หน้านกกด หน้านกกด หน้าลิง หน้าลาย หน้าผีพาย หน้าหยิก หน้าหย่อม ก่อมกะแต กะแตถืกบ่วง อีมะลอต่อกัน ไทเวียงจันทน์ ถือหวีเบี้ยงซ้าย ย่าย ออก ตอก เปี๊ยะ !”

มือผู้ที่ตรงกับคำสุดท้ายที่ว่า “เปี๊ยะ” กะสิถืกคัดออก …กรณี ใช้มือแค่ข้างเดียว เจ้าของมือ กะออกจากวง ไปนั่งรอหมู่ได้เลย ……กรณีใช้สองมือ กะเอามือข้างที่ตรงกับคำว่า “เปี๊ยะ” นั้น ออกไปจากวง เหลือไว้ข้างนึง รับการจ้ำต่อ ผู้ที่ถืกจ้ำออกเทิงสองมือ กะออกจากวงไปนั่งรอหมู่…

จ้ำต่อไปเรื่อย ๆ จนผู้ถืกคัดออกจากวง กับผู้ที่เหลืออยู่ในวง มีจำนวนเท่ากัน กะหยุดจ้ำ เป็นอันว่า ได้ไทขึ้นมาสองไท เรียบร้อย… ด้วยวิธี จ้ำหมู่หมี่

สำหรับเด็กน้อย มักว่าบท “ จ้ำหมู่หมี่ ” กะมักสิใช้วิธีจ้ำหมู่หมี่อยู่ดอก แต่สำหรับเด็กน้อยที่ใหญ่ขึ้นมาจักหน่อย ขี้คร้านจ้ำ เสียเวลา กะอาจสิจัดไท โดยการ ปาว ปิ่งโป้ง หรือ การ โอ น้อย ออก

วิธีการเล่น :

หลังจากจัดไทเรียบร้อย กะสิมา ปาว ปิ่งโป้ง กันว่า ไทได๋สิได้รักษา “เมม” ก่อน ไทได๋สิไปลี้ แล้วกะหาโอกาสมากิน “เมม” ซึ่งการ ปาว ปิ่ง โป้ง กันนี้ อาจสิ ให้โตแทนแค่ ไทละคน “ปาว” กัน หรืออาจสิ “ปาว” กัน เหมิดทุกคน กะได้แล้วแต่สิตกลงกัน

ไทกินเมม แล่นไปหาลี้ ส่วนไทรักษาเมม กะนั่งอ้อมวงกัน เอามือที่กำไว้ เด่วางเรียงลักษณะเป็นวงกลม แล้วกะจ้ำมือไปเรื่อยๆ (ใช้แทนการนับ) ว่า

“ จ้ำหมู่หมี่ หมู่หมก หมู่มน หักคอคน ใส่หน้านกกด หน้านกกด หน้าลิง หน้าลาย หน้าผีพาย หน้าหยิก หน้าหย่อม ก่อมกะแต กะแตถืกบ่วง อีมะลอต่อกัน ไทเวียงจันทน์ ถือหวีเบี้ยงซ้าย ย่าย ออก ตอก เปี๊ยะ !”

จากนั้น ไทรักษาเมม กะเริ่มออกย่างเลาะหาไทกินเมม ที่กำลังไปลี้อยู่ โดยเหลือไว้คนนึง เป็นคนเฝ้าเมมไว้ ระวังบ่ให้ไทกินเมม มากินเมม ได้ง่ายๆ

ไทรักษาเมม ผู้ที่ออกลาดตระเวนหาไทกินเมม กะเพื่อสิกำจัดหรือฆ่าให้ตายก่อนสิมากินเมม ซึ่งวิธีการฆ่า มีอยู่วิธีเดียว กะคือ การเอามือ ปาดคอ

ไทกินเมม หลังจาก ได้ยินเสียง ไทรักษาเมม ว่าบท “จ้ำ หมู่ หมี่” จบ กะเริ่มหาโอกาสจอบ แอบ มากินเมม ขณะที่สิมากินเมม กะต้องแล่นหลบ ระวังบ่ให้ไทรักษาเมม ตัดคอ หรือว่าปาดคอได้ ผู้ได๋ถืกปาดคอ ผู้นั้น กะตาย ผู้ที่ตายแล้ว กะให้ไปนั่งรอท่าอยู่หม่องได๋หม่องนึง รอกินเมมเพื่อชุบชีวิต กรณีไทเจ้าของ มีผู้ได๋ผู้นึงมากินเมมได้ หรือรอเล่นรอบต่อไป

ถ้าไทกินเมม มีผู้ได๋ผู้นึง กินเมมได้ ให้ผู้นั้นฮ้องว่า “กินเมม” จากนั้นกะฮ้องบอกผู้อื่นว่า “กินเมมได้แล้ว … มากินเมม… มากินเมม” ผู้อื่นที่เหลือ อาจสิเป็นผู้ที่กำลังลี้อยู่ ผู้ที่กำลังแล่นล่อกินเมม อยู่ หรือผู้ที่ตายแล้วกำลังนั่งรอท่ากินเมม กะพากันมากินเมม……. การกินเมมได้ ถือว่าประตูเมมถืกเปิดแล้ว เป็นผลให้ไทรักษาเมม บ่สามารถสิปาดคอได้ ถึงสิปาด กะบ่ตาย แล้วกะคนทั้งเหมิดของไทกินเมม กะสามารถมากินเมมได้อย่างปลอดภัย และคนที่ตายแล้ว หลังจากมากินเมม กะสิฟื้นคืนชีพขึ้นมาเทิงเหมิด … ไทกินเมมนั้น กะสิได้ไปลี้เพื่อมากินเมมอีกรอบนึง

ถ้าไทรักษาเมม สามารถปาดคอไทกินเมม ได้เหมิดทุกคน ก่อนที่ผู้ได๋ผู้นึงของไทกินเมม สิมากินเมมได้ ไทรักษาเมม กะสิเปลี่ยนเป็นผู้ไปลี้ เป็นไทกินเมม ส่วนไทกินเมมที่ถืกปาดคอตาย เหมิด โดยที่บ่สามารถกินเมมได้เลย กะสิกลายเป็นผู้รักษาเมม ในรอบต่อไป

ไทกินเมม สามารถสิออกมาแล่นหลอกล่อให้ไทรักษาเมมแล่นไล่คุม เป็นการล่อให้ไทกินเมมผู้อื่น หาโอกาส หรือว่าหาทาง ไปกินเมมได้ง่ายๆ (แต่ว่าผู้แล่นล่อ ต้องหลบเก่งนำเด้อล่ะ)

ไทรักษาเมม สามารถสิแล่นรุม หรือว่าตุ้มไล่คุมไทกินเมมได้ สิจับแขนจับขาไว้ให้อีกผู้นึงปาดคอได้ง่ายๆ กะได้ (แต่ว่า ต้องระวังผู้อื่นสิหลอยมากินเมมได้ง่ายๆ แหน่เด้อล่ะ)

Categories: การละเล่นพื้นบ้านอีสาน | ใส่ความเห็น

การละเล่นพื้นบ้านอีสาน

การละเล่นพื้นบ้านอีสาน

“ การละเล่นพื้นบ้านอีสาน ” อีหลีแล้ว บ่ได้เล่นเฉพาะอยู่ภาคอีสานดอก อยู่แถว ๆ อื่นกะเล่นคือกัน ต่างหม่อง ต่างภาษา อาจสิเอิ้นซื่อการละเล่นต่างกัน ขนาดอยู่ภาคอีสานนำกัน คนละหมู่บ้าน คนละอำเภอ คนละจังหวัด กะอาจสิเอิ้นซื่อบ่คือกันกะได้ ซื่อเอิ้น อาจสิต่างกัน แต่ว่า วิธีการเล่น กะบ่ได้ต่างกัน

     การละเล่น นี้ เล่นได้เทิงเด็กน้อย เทิงผู้ใหญ่ การละเล่นบางอย่าง เด็กน้อย นิยมเล่น แต่ผู้ใหญ่บ่เล่น การละเล่นบางอย่าง ผู้ใหญ่ นิยมเล่น แต่เด็กน้อยบ่มักเล่น กะมี คือกัน

     เด็กน้อย เล่นได้ทุกยาม ที่ว่าง พอว่างปับ มาพ้อหน้าพ้อตารวมกลุ่มกันปับ กะชวนกันเล่นเอาโลด แต่ว่า สำหรับผู้ใหญ่ อาจสิบ่ได้มีเวลามาเล่นหลายคือจั่งเด็กน้อย ส่วนใหญ่ ผู้ใหญ่ สิเล่นยามมีงาน อย่างเช่น งานงันเฮือนดี (อยู่เฮือนที่มีคนตาย) หรือยามสงกรานต์… อยู่แถวบ้านผู้เขียน สมัยแต่กี้ ผู้ใหญ่ กะสิพากันหยุดเวียกหยุดงาน มาเล่นสงกรานต์กัน นอกจากฮดน้ำกัดแล้ว กะพากันเล่นการละเล่นต่าง ๆ เทิงกลางเว็น เทิงกลางคืน ม่วนกันอยู่ เจ็ดมื้อ

     การนำการละเล่นต่าง ๆ มาเล่นกันนี้ เป็นการถ่ายทอดการละเล่น จากผู้ใหญ่ สู่เด็กน้อย จากบ้านนั้น สู่บ้านนี้ จากรุ่นนั้น สู่รุ่นนี้ สืบทอดต่อมาเรื่อย ๆ จนฮอดยุคมีโทรทัศน์ นั่นล่ะ การละเล่นต่าง ๆ กะเริ่มซบเซาลงไป จนแทบสิบ่มีไผพากันเล่นอีก ขนาดยามสงกรานต์ กะเหลือแค่ไล่คุมฮดน้ำกัน ท่อนั้นเอง เด็กน้อย นั่งเบิ่งโทรทัศน์ เล่นเกมกด อยู่เฮือนไผเฮือนมัน บ่ค่อยได้ออกมาหาเล่นกันคือเก่า เฮ็ดให้การละเล่นแบบต่าง ๆ เริ่มเลือนหายไปกับวัยของคนรุ่นก่อน

Categories: การละเล่นพื้นบ้านอีสาน | ใส่ความเห็น

นิทานแลง เรื่อง นางผมหอม

นางผมหอม

นิทานแลงเรื่องนางผมหอมนี้ ความจริงมีหลายสำนวน โดยนางเอกคือนางผมหอม เป็นชาวบ้านธรรมดาบ้าง เป็นธิดากษัตริย์บ้าง

แต่ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะเล่าโดยให้นางเอกเป็นชาวบ้านธรรมดา ตามที่ได้ฟังมาในยามแลง (เป็นเรื่องย่อครับ)

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานอยู่กินกันมาตั้งนาน แต่ก็ยังไม่มีลูกสักกะที จึงไปบนบานขอต่อเทวดา และในที่สุด ก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกเป็นเด็กหญิงน่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า เทวี เด็กหญิงนั้น ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ด้วยความรัก จากพ่อแม่ทั้งสอง จนเติบใหญ่เป็นสาว
อยู่มาวันหนึ่ง นางสาวเทวี ได้เข้าป่าไปหาของป่าและอาหาร วันนั้น เข้าไปในป่าลึกกว่าปกติ น้ำที่เตรียมมาได้หมดลง นางกระหายน้ำมาก ขณะที่เดินหาแหล่งน้ำอยู่ บังเอิญเหลือบไปเห็น น้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าโค จึงก้มลงดูดกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกหอแห้งกระหายยิ่งขึ้น คือกินแล้วยิ่งไม่อิ่ม จากนั้นนางก็มองเห็นน้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าช้างดูใสสะอาด ก้มลงดื่มกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกชุ่มฉ่ำคอยิ่งนัก จึงดื่มกินจนอิ่ม ความหิวกระหายนั้นก็หายไป
นางกลับมาถึงบ้าน จากนั้นไม่นาน ก็ตั้งครรภ์ โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง พ่อแม่ก็พยายามถามไถ่หาความจริง นางก็เล่าให้ฟังตามที่เป็นจริง และบอกว่า สงสัยเด็กคงเป็นลูกของพญาช้างหรือไม่ก็พญาโค พ่อแม่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ขอให้ได้หลานก็พอใจแล้ว ครบเก้าเดือน นางคลอดลูกเป็นเด็กหญิงแฝดสองคน คนพี่ให้ชื่อว่า นางผมหอม เพราะผมของนางมีกลิ่นหอมตั้งแต่แรกเกิด คนน้อง ให้ชื่อว่า นางลุน เพราะเป็นน้อง
นางผมหอม เป็นคนนิสัยดี โอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ผิดกับนางลุนซึ่งเป็นคนขี้อิจฉา ใจร้าย ชอบรังแกคนอื่น รวมถึงชอบรังแกและแกล้งนางผมหอมอยู่เสมอ
นางผมหอมและนางลุน ค่อย ๆ เติบโต ตามวัย เมื่อยังเป็นเด็ก ไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ก็จะถูกล้ออยู่เสมอว่า เป็นเด็กไม่มีพ่อ กระทั่งโตเป็นสาว ก็ยังถูกล้ออยู่ ในที่สุดทนไม่ไหว ทั้งสองจึงตัดสินใจไปถามความจริงกับแม่
นาวเทวี เล่าความจริงให้ฟัง ว่าได้ไปดื่มน้ำในรอยเท้าโคและรอยเท้าช้างในกลางป่า กลับมาก็ตั้งครรภ์ พ่อของพวกเจ้าก็คือ พญาช้าง และพญาโค แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกโค ใครเป็นลูกช้าง
นางผมหอมและนางลุน จึงขออนุญาตมารดาออกตามหาบิดาในป่า รบเร้าบ่อย ๆ เมื่อมารดาอนุญาต ทั้งสองจึงออกเดินทางเข้าป่าตามทางที่มารดาบอก
เดินทางมาหลายวัน ในที่สุด ทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับ พญาช้างใหญ่เชือกหนึ่ง พญาช้างเห็นทั้งสองเข้าคิดว่าเป็นพวกมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามา จึงจะฆ่าเสีย นางผมหอมผู้เป็นพี่ จึงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต พญาช้างเกิดความสงสัยว่า เหตุใดหญิงทั้งสองจึงเข้ามาในป่าผิดวิสัยหญิงยิ่งนัก
นางผมหอมจึงเล่าให้ฟังว่า พวกนางเป็นลูกของแม่เทวี กับพญาช้างและพญาโค ซึ่งนางลุนก็ชิงพูดว่า ตนเองเป็นลูกของพญาช้าง ส่วนนางผมหอมเป็นลูกของพญาโค หากจะฆ่าก็จงฆ่านางผมหอมเถิด
นางผมหอมพูดว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นลูกช้าง ใครเป็นลูกโค พวกนางเพียงแต่อยากพบพ่อจึงอุตสาห์ดั้นด้นเข้าสู่ป่าใหญ่ ก่อนจะฆ่านาง ขอให้นางได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ถ้านางไม่ใช่ลูกช้างจริงจะฆ่าก็ยอม
พญาช้างจึงกล่าวว่า ยินยอมให้พิสูจน์ โดยหากใครปีนงวงขึ้นขี่คอได้ คนนั้นนั่นแหละคือลูก ว่าแล้วพญาช้างก็ตั้งจิตอธิษฐานตามนั้น แล้วยืนนิ่ง ๆ
นางลุน มั่นใจนักว่าตัวเองเป็นลูกช้าง รีบปีนขึ้นงวง หมายจะขึ้นหลังช้างให้ได้ เพราะนางเป็นลูกโค แม้พยายามอย่างไร ก็ไม่อาจจะปีนขึ้นได้ มีแต่ลื่นตกลงมาดังเดิม พญาช้างจึงบอกให้พอก่อน
นางผมหอม กลับปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย และนั่งอยู่บนคอช้างได้สำเร็จ ส่วนนางลุนเห็นว่านางผมหอมปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย จึงอยากลองดูใหม่ แม้พญาช้างห้ามก็ไม่ฟัง นางลุนก็ยังปีนขึ้นไม่ได้ ในที่สุดพญาช้างจึงใช้เท้ากระทืบนางลุนตาย และนำนางผมหอมผู้เป็นลูกไปยังที่อยู่ของตน ให้บริวารนำหินมาสร้างปราสาทหิน ให้เป็นเรือนที่อยู่ของนางผมหอม เรียกว่าปราสาทนางผมหอม
นางผมหอม แม้จะดีใจที่ได้พบพ่อ แต่ก็สงสารนางลุนผู้น้องสาว ร้องไห้มาตลอดทาง แต่ก็ไม่กล้าต่อว่าอะไรพญาช้างผู้บิดา ได้แต่ติดตามไปอยู่กับพญาช้างนั้น

พญาช้างดูแลปรนนิบัตินางผมหอมเป็นอย่างดี ด้วยความรักในธิดา เมื่อนางผมหอมต้องการไปไหน ก็ให้ขี่คอไป นางผมหอม อาศัยอยู่ในป่ากับพญาช้างเป็นเวลาหลายปี นางเป็นมนุษย์อยู่คนเดียว รู้สึกเหงามาก ทั้งตนเองก็เป็นสาวแล้ว อยากมีผู้ชายใครสักคน เป็นเพื่อนใจ จึงออกอุบายเพื่อให้ได้ชายผู้เป็นเนื้อคู่ตน
วันนั้น นางผมหอม ไปอาบน้ำที่แม่น้ำเช่นเคย เตรียมผอบไปด้วย นางถอนผมตัวเองออกมา 1 เส้น บรรจงม้วนใส่ลงไปในผอบนั้น ผมของนางยาวจนถึงประมาณสะโพกทีเดียว และด้วยบุญเก่าของนาง นางจึงมีผมที่หอมอยู่เป็นนิจ เมื่อใส่ผมลงในผอบปิดฝาเรียบร้อยแล้ว นางได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า
“ ผอบนี้ จงลอยน้ำไป ขอกลิ่นหอมของเส้นผมอย่าได้จางหาย ขอให้ชายที่เป็นเนื้อคู่เท่านั้น สามารถที่จะเก็บผอบนี้ได้ คนอื่น ๆ แม้พบเห็นหากไม่ใช่เนื้อคู่แล้วไซร้ ขอให้เก็บเอาไม่ได้เถิด หากชายที่เป็นเนื้อคู่เก็บได้แล้ว ขอให้มีใจมั่นที่จะออกตามหาตัวเราจนได้พบกันเถิด ”
เมื่ออธิฐานเสร็จแล้ว ก็ปล่อยวางผอบลงแม่น้ำ ผอบนั้น ได้ลอยตามน้ำไปเรื่อย ๆ จนไปถึงเมืองรัตนา ก็ลอยวนเวียนไปมาอยู่แถว ๆ ท่าน้ำ ด้านหน้าพระราชวัง


เมืองรัตนา มีกษัตริย์หนุ่มรูปงามคนหนึ่งปกครองต่อจากบิดาของตน นามว่าพระเจ้ารัตนะ ยังไม่มีพระมเหสี วันนั้นพระองค์กับเหล่าบริพารเสด็จไปเล่นน้ำอยู่ท่าน้ำนั้นพอดี เมื่อผอบนั้นลอยมาถึง กลิ่นหอมแห่งผมก็กำจรจายไปทั่วบริเวณ ทั้งพระราชาและเหล่าบริพาร ต่างได้กลิ่นหอมประหลาดนั้น ซึ่งแตกต่างจากกลิ่นหอมที่เคยสูดดมอยู่ทุกวัน พอดีเหล่าบริพาร แลเห็นผอบน้อยนั้นลอยอยู่กลางน้ำ สงสัยว่ามันคืออะไร จึงต่างว่ายน้ำเข้าไปเพื่อที่จะเก็บเอา แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะเก็บเอาได้ สร้างความประหลาดใจแก่พวกเขายิ่งนัก จึงมากราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระองค์จึงทรงใคร่ลองด้วยพระองค์เองบ้าง จึงว่ายน้ำเข้าไป และเก็บได้อย่างง่ายดาย สร้างความอัศจรรย์ใจแก่เหล่าบริพารยิ่งนัก
พระเจ้ารัตนะ ทราบว่ากลิ่นหอมต้องมาจากของในผอบนี้ เป็นแน่แท้ ขึ้นฝั่งมาเปิดผอบออกดู จึงพบเห็นเพียงเส้นผมยาว ๆ สีดำขลับเงางามเส้นหนึ่ง เส้นผมยิ่งส่งกรุ่นกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว พระองค์คิดว่า เส้นผมนี้ คงเป็นผมของเทพธิดากระมัง ถึงได้หอมปานนี้ หรือหากเป็นของมนุษย์ ผู้หญิงคนนั้น ต้องเป็นคนมีบุญมากเป็นแน่แท้ เอาเถิด เราจะออกตามหานางให้พบ นำมาเป็นพระมเหสีให้จงได้
พระเจ้ารัตนะ ฝากบ้านเมืองไว้กับเหล่าบริพารที่ไว้ใจ ออกเดินทางไปผู้เดียว ทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่ผอบล่องลอยลงมา โดยไม่ลืมที่จะนำผอบเส้นผมติดตัวไปด้วย เดินทางรอนแรมมานานหลายวัน ในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่อยู่ของนางผมหอม พระองค์สูดได้กลิ่นกรุ่นหอมแรงชัดยิ่งขึ้น จึงแน่พระทัยว่า เจ้าของเส้นผมต้องอาศัยอยู่บริเวณนี้
พอดีวันนั้น พระยาช้างพร้อมบริวาร ออกหากิน นางผมหอมอยู่คนเดียว พระเจ้ารัตนะ เดินทางตามกลิ่นแห่งเส้นผมมาเรื่อยๆ จนมาถึงท่าอาบน้ำนางผมหอม ขณะนั้น นางผมหอมกำลังอาบน้ำอยู่ เมื่อทั้งสองพบกัน ด้วยอำนาจบุญที่เคยทำร่วมกันไว้ให้เป็นเนื้อคู่กัน ทั้งคู่ก็เกิดความรักแรกพบทันทีอยู่ในใจ เมื่อพูดคุยถามไถ่จนได้ความจริงของกันและกันแล้ว นางผมหอมจึงพาพระเจ้ารัตนะไปบนปราสาทหิน ร่วมทานอาหาร และอยู่ด้วยกันตั้งแต่นั้นมา โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามพระเจ้ารัตนะลงจากปราสาทโดยเด็ดขาด เพราะกลัวพญาช้างจะทราบเรื่องแล้วฆ่าเสีย
แม้พระยาช้างจะได้กลิ่นมนุษย์คนอื่นที่ไม่เหมือนกลิ่นนางผมหอม แต่ด้วยเกรงใจลูกจึงไม่ได้ถามและขอค้นดูในปราสาท เป็นแต่แบกความสงสัยไว้และคอยจับจ้องดูอยู่ภายนอก

ขอย้อนลัดตัดตอน ( สำนวนหมอลำ) เพื่อไม่ให้ยาวเกินไป จะเล่าแบบรวบรัดนะครับ…

ทั้งสองครองรักกันจนมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน คือ คนพี่เป็นชายนามว่า ” สีลา” คนน้องเป็นหญิงนามว่า ” ชาดา”

อยู่ไปอยู่มา ทั้งคู่เกรงว่า หากพญาช้างจับได้จะเกิดอันตราย จึงวางแผนหนี เพื่อจะกลับไปครองเมืองรัตนาดังเดิม และในที่สุด ก็หนีออกมาได้ ในวันที่พระยาช้างพร้อมทั้งบริวารทั้งหมดออกหากินไกล ๆ

ฝ่ายพญาช้างสาร ได้ออกตามหาลูกและหลานจนพบด้วยความ เสียใจที่ถูกลูกและหลาน    ทิ้งไปอยู่เมืองอื่น จึงขาดใจตาย ก่อนตายได้ได้มอบงาของตนให้ พระเจ้ารัตนะไว้เป็นอาวุธ เพื่อป้องกันตนเอง

ขณะที่กำลังเดินทางและพักแรมจนกว่าจะถึงเมืองนั้น ปรากฏว่าเส้นทางนั้น มีนางผีป่าเฝ้าอยู่ และเกิดความเสน่หาในพระเจ้ารัตนะ เมื่อนางผมหอมอาบน้ำ จึงถูกนางผีป่าผลักตกน้ำไป และนางผีป่าก็แปลงตนเองเป็นนางผมหอมแทน
เมื่อถึงพระนคร นางผีป่าก็เข้าอยู่ในวังด้วยในช่วง ระยะ เวลาหนึ่ง        แต่เนื่องจากพฤติกรรมของนางผีป่าแปลง แตกต่างกันกับนางผมหอมจริง เมื่อพระเจ้ารัตนะทราบความจริง จึงหาทางกำจัดนางผีป่า และไปรับนางผมหอมมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
พระเจ้ารัตนะได้แต่งตั้งนางผมหอมเป็นพระอัครมเหสี และอยู่ครองรักกันอย่างมีความสุข

– จบ –

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

นิทานพ่อเฒ่ากับลูกเขย ตอน ไปขุดส่าง-เล่นโบก

นิทานพ่อเฒ่ากับลูกเขย ตอน  ไปขุดส่าง-เล่นโบก

มื้อนึง พ่อเฒ่าชวนลูกเขยไปขุดส่าง ขุดไปขุดมา ขุดมาขุดไป กะไปบ่ฮอดไส กะฮอดหม่องฮั่นคือเก่านั่นล่ะ (กะขุดส่างเนาะ บ่แม่นเฮ็ดถนนหนทาง สิให้มันไปฮอดไส เดียวเนี่ยะ ผู้เว้ากะดาย..) ไปบ่ฮอดไส กะแม่นยุ แต่ว่ามันกะได้เลิ่กลง เลิ่กลง ยุเด้ล่ะ.. เหลียวเบิ่งจากทางเทิง กะเป็นฮูจึ่งปึ่งลงไป
ทั้งสองคน พ่อเฒ่ากับลูกเขย กะได้ลงไปในส่าง เอาเสียมซ่อยกันก่นดินขึ้นมา สบจังหวะพอดี้ พ่อเฒ่าปวดตดล่ะเว่ย เลากะพยายาม เฮ็ดก้นให้มันเป็นฮูโล่งๆ เผื่อสิบ่ให้เกิดเสียงดัง ที่เอิ่นว่า ตดชูด นั่นล่ะ (เลากะสิอยากอายลูกเขย อยู่เด้เนาะ จั่งบ่กล้าตดเสียงดัง) เลากะตดซูดได้สำเร็จ

… หว่างมื้อเซ้า กินข้าวกับหมกดักแด้ พอดีตั้วล่ะบะได๋…

อยู่ในส่าง อากาศกะบ่ถ่ายเทเนาะ หมู่เจ้ากะคิดเบิ่งเอาโลดเด้อ …ตดจากหมกดักแด้.. คุณภาพ บ่ต้องห่วง…
พ่อเฒ่าเลากะได้กลิ่นยุ แต่กะอดไว้ เพราะฮู้ว่าเป็นตดจะของ
ลูกเขยตี้ล่ะ ได้รับคุณภาพดักแด้เต็มๆ แล้วกะฮู้ว่าบ่แม่นผลงานของจะของ ทนบ่ไหว กะเลยทำทรงถามว่า
“ ฮู้ย…เหม็นตด หมาโตได๋ วะ !!! ???!!!”
“ ฮ่วย อยู่หนี่ กะมีแต่กูกับมึงสองคนท่อนตั้ว มึงเว้าจั่งซี้กะแสดงว่า มึงว่ากูเป็นหมา ซั่นตี้”

พ่อเฒ่าเลาเคียดเด้
ลูกเขยฮู้ว่าพ่อเฒ่าเคียด กะเลยบ่ต่อปากต่อคำ ฟ้าวไต่ขึ้นจากส่าง มานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์ทางเทิง (สูบยานำล่ะหวา) จากนั้น จั่งค่อยลงไปขุดส่างต่อจนแล้ว…..

พ่อเฒ่าถืกลูกเขยว่าเป็นหมา เลาเคียดอยู่บ่เซาเด้ คึดหาทางสิแก้แค้นลูกเขย กะเลยซวนลูกเขยเล่นโบก พ่อเฒ่าเลาเล่นโบกเก่งเด้ เลาเซียนมาแต่สมัยเป็นหนุ่มพุ่นตั้ว (เซียนแกมโกงนั่นล่ะหว๋า) …ลูกเขยเห็นว่าว่างๆ เทิงเกรงใจพ่อเฒ่านำ กะเลยตกลง เล่นโบกกับพ่อเฒ่า
เล่นไปเล่นมา เล่นมาเล่นไป ลูกเขยมีเงินอยู่สามร้อย กะเสียให้พ่อเฒ่าเหมิดเลย คึดสิยืมเงินพ่อเฒ่ามาต่อทึน เผื่อสิได้คืนนั่นหนา
“ พ่อ ๆ ยืมจักร้อยแหน่ พอได้ต่อทึน ”

“ กูกะเสียคือกัน สิเอาไสมาให้มึงยืม ” พ่อเฒ่าเลาปฏิเสธ
“ ฮู้… เล่นอยู่นำกันสองคน บ่ฮู้ว่า หมาโตได๋ เป็นผู้ได้น้อ ”

ลูกเขยเลาว่า… แล้วกะพากันเซาเล่น
พ่อเฒ่าแก้แค้น โดยเล่นได้เงินลูกเขยสำเร็จ แต่สุดท้ายกะถืกลูกเขยว่า เป็นหมา คือเก่า…

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

นิทาน หลวงพ่อกับเณรน้อย ตอน หลวงพ่อกินขี้ไก่

หลวงพ่อกับเณรน้อย ตอน หลวงพ่อกินขี้ไก่

มื้อหนึ่ง ตอนเช้า ก่อนหลวงพ่อสิออกไปบิณฑบาต กะได้สั่งเณรน้อยว่า

“ น้อย น้อย หลวงพ่อสิไปบิณฑ์บาตเด้อ อยู่กุฏิกะให้เบิ่งดีๆ อย่าให้ไก่มาขี้ใส่เด้อ คันไก่มาขี้ใส่ได้ เดี๋ยวสิลงโทษอย่างหนัก”

แล้วกะเข้าไปบิณฑ์บาต
เณรน้อย กะเลยวางแผนอุบาย แกล้งหลวงพ่อ กะคือ เอาน้ำอ้อยย่วย ไปหยอดไว้หม่องฮั่น หม่องหนี่ เริ่มตั้งแต่บ่อนคันได พุ่นน่ะขึ้นมา หยอดให้คือกองขี้ไก่ หยอดแล้วแล้ว กะคอยเฝ้าไล่ไก่ บ่ให้ขึ้นกุฏิ บักอย่างดี
พอประมาณเวลา ที่หลวงพ่อสิกลับมา เณรน้อยกะทำท่า บ่ได้อยู่เฝ้ากุฏิ ไปย่างเล่น อยู่ทางอื่นเสย ว่าส่ำสา
หลวงพ่อกลับมา เห็นกองน้ำอ้อยย่วย ว่าแม่นขี้ไก่ เลาสูนวะสั่น ฮ้องหาเณรน้อยว่า

“ น้อยเอ้ย น้อย เจ้าไปเฮ็ดหยังอยู่ไสเดียวเนียะ เป็นหยังจั่งบ่มาเฝ้ากุฏิ ปล่อยให้ไก่ มาขี้ใส่เต็มเลยเนี่ย”
พอเณรน้อยมาแล้ว หลวงพ่อกะเลยทำโทษ ให้เณรน้อย กินขี้ไก่ เณรน้อย กะทำเป็นอิดออด บ่อยากกิน แต่ในที่สุดกะกิน เอามือต้วยกองนั่น แล้วกะกองนี่ มากินอย่างเป็นตาแซบ
“ ฮู๊ แซบ ๆ ฮู้ หวานดี แซบ.. ”
หลวงพ่อ เห็นเณรน้อยกินเป็นตาแซบ กะเลยถามว่า

“ มันแซบอีหลีติน้อย มันบ่เหม็นติ ”

“ แซบอีหลีครับหลวงพ่อ ลองชิมเบิ่งครับ ”
หลวงพ่อกะเลยเอามือต้วย มาลองชิมเบิ่ง

“ โฮ้ หวาน หอม แซบดี…. อืม ขี้ไก่ มันกะแซบปานนี้ ตั้วหนิแมะ คันฮู้จั่งซี้ ปล่อยให้ไก่ มาขี้ใส่กุฏิแต่โดนแล้ว…… มื้อลุน บ่ต้องไล่มันเด้อน้อย ปล่อยให้มันมาขี้ใส่หลายๆ โลดเด้อ”
เณรน้อย กะหัวย่ามอยู่ในใจ นั่นแหล่ว
มื้อลุน ก่อนหลวงพ่อสิเข้าไปบิณฑบาต กะสั่งเณรน้อยอีกว่า

“ น้อย ๆ มื้อนี้ ปล่อยให้ไก่มาขี้ใส่กุฏิหลายๆ เด้อ”
เณรน้อย กะเลยหนีไปหาเล่นอยู่หม่องอื่น ปล่อยให้ไก่ ขึ้นมาขี้ใส่กุฏิ ตามคำสั่งของหลวงพ่อ พอหลวงพ่อกลับจากบิณฑบาต เห็นไก่แตกแซวๆ อยู่เทิงกุฏิ กะดีใจบักอย่างใหญ่ เลาติดใจรสชาติขี้ไก่มื้อวาน กะเลยค่อยๆ ย่อง ไปหาขี้ไก่ เทิงย่าน ไก่มันตื่น หนีลงกุฏิไปก่อน กะพ่องกัน เลากะเอามือต้วยขึ้นมาเลียกิน

“ เอ๊ะ กองนี้ มันคือบ่แซบหว่า เป็นเหม็นๆ นำ”

เลาสงสัย แล้วกะหยับไปหาชิม กองอื่นต่อไป….
เณรน้อย กะจอบเบิ่งอยู่เด้ ฮ้องถามหลวงพ่อว่า

“ เป็นจั่งได๋ครับ หลวงพ่อ แซบบ่ ”
“ เป็ง เหม็ง ๆ ฉ่ง ๆ (เป็นเหม็นๆ ส้มๆ) ” หลวงพ่อเบ๋ปากตอบ
เณรน้อย เลากะหัวย่าม ย่าม แหล่วเนาะ
ไผว่าขี้ไก่มันแซบ… ขี้ไก่มันบ่แซบเดิก… (บ่เคยซิมดอกว้า)… กั๊ก ๆ ๆ ๆ …(เสียงหัวเด้หนิ)
หลวงพ่อกะเสียฮู้เณรน้อยซั่นแหล่ว

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .