นิทานพื้นบ้าน

นิทานก้อม

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

นิทานแลง เรื่อง นางผมหอม

นางผมหอม

นิทานแลงเรื่องนางผมหอมนี้ ความจริงมีหลายสำนวน โดยนางเอกคือนางผมหอม เป็นชาวบ้านธรรมดาบ้าง เป็นธิดากษัตริย์บ้าง

แต่ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะเล่าโดยให้นางเอกเป็นชาวบ้านธรรมดา ตามที่ได้ฟังมาในยามแลง (เป็นเรื่องย่อครับ)

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานอยู่กินกันมาตั้งนาน แต่ก็ยังไม่มีลูกสักกะที จึงไปบนบานขอต่อเทวดา และในที่สุด ก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกเป็นเด็กหญิงน่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า เทวี เด็กหญิงนั้น ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ด้วยความรัก จากพ่อแม่ทั้งสอง จนเติบใหญ่เป็นสาว
อยู่มาวันหนึ่ง นางสาวเทวี ได้เข้าป่าไปหาของป่าและอาหาร วันนั้น เข้าไปในป่าลึกกว่าปกติ น้ำที่เตรียมมาได้หมดลง นางกระหายน้ำมาก ขณะที่เดินหาแหล่งน้ำอยู่ บังเอิญเหลือบไปเห็น น้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าโค จึงก้มลงดูดกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกหอแห้งกระหายยิ่งขึ้น คือกินแล้วยิ่งไม่อิ่ม จากนั้นนางก็มองเห็นน้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าช้างดูใสสะอาด ก้มลงดื่มกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกชุ่มฉ่ำคอยิ่งนัก จึงดื่มกินจนอิ่ม ความหิวกระหายนั้นก็หายไป
นางกลับมาถึงบ้าน จากนั้นไม่นาน ก็ตั้งครรภ์ โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง พ่อแม่ก็พยายามถามไถ่หาความจริง นางก็เล่าให้ฟังตามที่เป็นจริง และบอกว่า สงสัยเด็กคงเป็นลูกของพญาช้างหรือไม่ก็พญาโค พ่อแม่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ขอให้ได้หลานก็พอใจแล้ว ครบเก้าเดือน นางคลอดลูกเป็นเด็กหญิงแฝดสองคน คนพี่ให้ชื่อว่า นางผมหอม เพราะผมของนางมีกลิ่นหอมตั้งแต่แรกเกิด คนน้อง ให้ชื่อว่า นางลุน เพราะเป็นน้อง
นางผมหอม เป็นคนนิสัยดี โอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ผิดกับนางลุนซึ่งเป็นคนขี้อิจฉา ใจร้าย ชอบรังแกคนอื่น รวมถึงชอบรังแกและแกล้งนางผมหอมอยู่เสมอ
นางผมหอมและนางลุน ค่อย ๆ เติบโต ตามวัย เมื่อยังเป็นเด็ก ไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ก็จะถูกล้ออยู่เสมอว่า เป็นเด็กไม่มีพ่อ กระทั่งโตเป็นสาว ก็ยังถูกล้ออยู่ ในที่สุดทนไม่ไหว ทั้งสองจึงตัดสินใจไปถามความจริงกับแม่
นาวเทวี เล่าความจริงให้ฟัง ว่าได้ไปดื่มน้ำในรอยเท้าโคและรอยเท้าช้างในกลางป่า กลับมาก็ตั้งครรภ์ พ่อของพวกเจ้าก็คือ พญาช้าง และพญาโค แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกโค ใครเป็นลูกช้าง
นางผมหอมและนางลุน จึงขออนุญาตมารดาออกตามหาบิดาในป่า รบเร้าบ่อย ๆ เมื่อมารดาอนุญาต ทั้งสองจึงออกเดินทางเข้าป่าตามทางที่มารดาบอก
เดินทางมาหลายวัน ในที่สุด ทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับ พญาช้างใหญ่เชือกหนึ่ง พญาช้างเห็นทั้งสองเข้าคิดว่าเป็นพวกมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามา จึงจะฆ่าเสีย นางผมหอมผู้เป็นพี่ จึงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต พญาช้างเกิดความสงสัยว่า เหตุใดหญิงทั้งสองจึงเข้ามาในป่าผิดวิสัยหญิงยิ่งนัก
นางผมหอมจึงเล่าให้ฟังว่า พวกนางเป็นลูกของแม่เทวี กับพญาช้างและพญาโค ซึ่งนางลุนก็ชิงพูดว่า ตนเองเป็นลูกของพญาช้าง ส่วนนางผมหอมเป็นลูกของพญาโค หากจะฆ่าก็จงฆ่านางผมหอมเถิด
นางผมหอมพูดว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นลูกช้าง ใครเป็นลูกโค พวกนางเพียงแต่อยากพบพ่อจึงอุตสาห์ดั้นด้นเข้าสู่ป่าใหญ่ ก่อนจะฆ่านาง ขอให้นางได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ถ้านางไม่ใช่ลูกช้างจริงจะฆ่าก็ยอม
พญาช้างจึงกล่าวว่า ยินยอมให้พิสูจน์ โดยหากใครปีนงวงขึ้นขี่คอได้ คนนั้นนั่นแหละคือลูก ว่าแล้วพญาช้างก็ตั้งจิตอธิษฐานตามนั้น แล้วยืนนิ่ง ๆ
นางลุน มั่นใจนักว่าตัวเองเป็นลูกช้าง รีบปีนขึ้นงวง หมายจะขึ้นหลังช้างให้ได้ เพราะนางเป็นลูกโค แม้พยายามอย่างไร ก็ไม่อาจจะปีนขึ้นได้ มีแต่ลื่นตกลงมาดังเดิม พญาช้างจึงบอกให้พอก่อน
นางผมหอม กลับปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย และนั่งอยู่บนคอช้างได้สำเร็จ ส่วนนางลุนเห็นว่านางผมหอมปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย จึงอยากลองดูใหม่ แม้พญาช้างห้ามก็ไม่ฟัง นางลุนก็ยังปีนขึ้นไม่ได้ ในที่สุดพญาช้างจึงใช้เท้ากระทืบนางลุนตาย และนำนางผมหอมผู้เป็นลูกไปยังที่อยู่ของตน ให้บริวารนำหินมาสร้างปราสาทหิน ให้เป็นเรือนที่อยู่ของนางผมหอม เรียกว่าปราสาทนางผมหอม
นางผมหอม แม้จะดีใจที่ได้พบพ่อ แต่ก็สงสารนางลุนผู้น้องสาว ร้องไห้มาตลอดทาง แต่ก็ไม่กล้าต่อว่าอะไรพญาช้างผู้บิดา ได้แต่ติดตามไปอยู่กับพญาช้างนั้น

พญาช้างดูแลปรนนิบัตินางผมหอมเป็นอย่างดี ด้วยความรักในธิดา เมื่อนางผมหอมต้องการไปไหน ก็ให้ขี่คอไป นางผมหอม อาศัยอยู่ในป่ากับพญาช้างเป็นเวลาหลายปี นางเป็นมนุษย์อยู่คนเดียว รู้สึกเหงามาก ทั้งตนเองก็เป็นสาวแล้ว อยากมีผู้ชายใครสักคน เป็นเพื่อนใจ จึงออกอุบายเพื่อให้ได้ชายผู้เป็นเนื้อคู่ตน
วันนั้น นางผมหอม ไปอาบน้ำที่แม่น้ำเช่นเคย เตรียมผอบไปด้วย นางถอนผมตัวเองออกมา 1 เส้น บรรจงม้วนใส่ลงไปในผอบนั้น ผมของนางยาวจนถึงประมาณสะโพกทีเดียว และด้วยบุญเก่าของนาง นางจึงมีผมที่หอมอยู่เป็นนิจ เมื่อใส่ผมลงในผอบปิดฝาเรียบร้อยแล้ว นางได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า
“ ผอบนี้ จงลอยน้ำไป ขอกลิ่นหอมของเส้นผมอย่าได้จางหาย ขอให้ชายที่เป็นเนื้อคู่เท่านั้น สามารถที่จะเก็บผอบนี้ได้ คนอื่น ๆ แม้พบเห็นหากไม่ใช่เนื้อคู่แล้วไซร้ ขอให้เก็บเอาไม่ได้เถิด หากชายที่เป็นเนื้อคู่เก็บได้แล้ว ขอให้มีใจมั่นที่จะออกตามหาตัวเราจนได้พบกันเถิด ”
เมื่ออธิฐานเสร็จแล้ว ก็ปล่อยวางผอบลงแม่น้ำ ผอบนั้น ได้ลอยตามน้ำไปเรื่อย ๆ จนไปถึงเมืองรัตนา ก็ลอยวนเวียนไปมาอยู่แถว ๆ ท่าน้ำ ด้านหน้าพระราชวัง


เมืองรัตนา มีกษัตริย์หนุ่มรูปงามคนหนึ่งปกครองต่อจากบิดาของตน นามว่าพระเจ้ารัตนะ ยังไม่มีพระมเหสี วันนั้นพระองค์กับเหล่าบริพารเสด็จไปเล่นน้ำอยู่ท่าน้ำนั้นพอดี เมื่อผอบนั้นลอยมาถึง กลิ่นหอมแห่งผมก็กำจรจายไปทั่วบริเวณ ทั้งพระราชาและเหล่าบริพาร ต่างได้กลิ่นหอมประหลาดนั้น ซึ่งแตกต่างจากกลิ่นหอมที่เคยสูดดมอยู่ทุกวัน พอดีเหล่าบริพาร แลเห็นผอบน้อยนั้นลอยอยู่กลางน้ำ สงสัยว่ามันคืออะไร จึงต่างว่ายน้ำเข้าไปเพื่อที่จะเก็บเอา แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะเก็บเอาได้ สร้างความประหลาดใจแก่พวกเขายิ่งนัก จึงมากราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระองค์จึงทรงใคร่ลองด้วยพระองค์เองบ้าง จึงว่ายน้ำเข้าไป และเก็บได้อย่างง่ายดาย สร้างความอัศจรรย์ใจแก่เหล่าบริพารยิ่งนัก
พระเจ้ารัตนะ ทราบว่ากลิ่นหอมต้องมาจากของในผอบนี้ เป็นแน่แท้ ขึ้นฝั่งมาเปิดผอบออกดู จึงพบเห็นเพียงเส้นผมยาว ๆ สีดำขลับเงางามเส้นหนึ่ง เส้นผมยิ่งส่งกรุ่นกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว พระองค์คิดว่า เส้นผมนี้ คงเป็นผมของเทพธิดากระมัง ถึงได้หอมปานนี้ หรือหากเป็นของมนุษย์ ผู้หญิงคนนั้น ต้องเป็นคนมีบุญมากเป็นแน่แท้ เอาเถิด เราจะออกตามหานางให้พบ นำมาเป็นพระมเหสีให้จงได้
พระเจ้ารัตนะ ฝากบ้านเมืองไว้กับเหล่าบริพารที่ไว้ใจ ออกเดินทางไปผู้เดียว ทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่ผอบล่องลอยลงมา โดยไม่ลืมที่จะนำผอบเส้นผมติดตัวไปด้วย เดินทางรอนแรมมานานหลายวัน ในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่อยู่ของนางผมหอม พระองค์สูดได้กลิ่นกรุ่นหอมแรงชัดยิ่งขึ้น จึงแน่พระทัยว่า เจ้าของเส้นผมต้องอาศัยอยู่บริเวณนี้
พอดีวันนั้น พระยาช้างพร้อมบริวาร ออกหากิน นางผมหอมอยู่คนเดียว พระเจ้ารัตนะ เดินทางตามกลิ่นแห่งเส้นผมมาเรื่อยๆ จนมาถึงท่าอาบน้ำนางผมหอม ขณะนั้น นางผมหอมกำลังอาบน้ำอยู่ เมื่อทั้งสองพบกัน ด้วยอำนาจบุญที่เคยทำร่วมกันไว้ให้เป็นเนื้อคู่กัน ทั้งคู่ก็เกิดความรักแรกพบทันทีอยู่ในใจ เมื่อพูดคุยถามไถ่จนได้ความจริงของกันและกันแล้ว นางผมหอมจึงพาพระเจ้ารัตนะไปบนปราสาทหิน ร่วมทานอาหาร และอยู่ด้วยกันตั้งแต่นั้นมา โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามพระเจ้ารัตนะลงจากปราสาทโดยเด็ดขาด เพราะกลัวพญาช้างจะทราบเรื่องแล้วฆ่าเสีย
แม้พระยาช้างจะได้กลิ่นมนุษย์คนอื่นที่ไม่เหมือนกลิ่นนางผมหอม แต่ด้วยเกรงใจลูกจึงไม่ได้ถามและขอค้นดูในปราสาท เป็นแต่แบกความสงสัยไว้และคอยจับจ้องดูอยู่ภายนอก

ขอย้อนลัดตัดตอน ( สำนวนหมอลำ) เพื่อไม่ให้ยาวเกินไป จะเล่าแบบรวบรัดนะครับ…

ทั้งสองครองรักกันจนมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน คือ คนพี่เป็นชายนามว่า ” สีลา” คนน้องเป็นหญิงนามว่า ” ชาดา”

อยู่ไปอยู่มา ทั้งคู่เกรงว่า หากพญาช้างจับได้จะเกิดอันตราย จึงวางแผนหนี เพื่อจะกลับไปครองเมืองรัตนาดังเดิม และในที่สุด ก็หนีออกมาได้ ในวันที่พระยาช้างพร้อมทั้งบริวารทั้งหมดออกหากินไกล ๆ

ฝ่ายพญาช้างสาร ได้ออกตามหาลูกและหลานจนพบด้วยความ เสียใจที่ถูกลูกและหลาน    ทิ้งไปอยู่เมืองอื่น จึงขาดใจตาย ก่อนตายได้ได้มอบงาของตนให้ พระเจ้ารัตนะไว้เป็นอาวุธ เพื่อป้องกันตนเอง

ขณะที่กำลังเดินทางและพักแรมจนกว่าจะถึงเมืองนั้น ปรากฏว่าเส้นทางนั้น มีนางผีป่าเฝ้าอยู่ และเกิดความเสน่หาในพระเจ้ารัตนะ เมื่อนางผมหอมอาบน้ำ จึงถูกนางผีป่าผลักตกน้ำไป และนางผีป่าก็แปลงตนเองเป็นนางผมหอมแทน
เมื่อถึงพระนคร นางผีป่าก็เข้าอยู่ในวังด้วยในช่วง ระยะ เวลาหนึ่ง        แต่เนื่องจากพฤติกรรมของนางผีป่าแปลง แตกต่างกันกับนางผมหอมจริง เมื่อพระเจ้ารัตนะทราบความจริง จึงหาทางกำจัดนางผีป่า และไปรับนางผมหอมมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
พระเจ้ารัตนะได้แต่งตั้งนางผมหอมเป็นพระอัครมเหสี และอยู่ครองรักกันอย่างมีความสุข

- จบ -

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

นิทานพ่อเฒ่ากับลูกเขย ตอน ไปขุดส่าง-เล่นโบก

นิทานพ่อเฒ่ากับลูกเขย ตอน  ไปขุดส่าง-เล่นโบก

มื้อนึง พ่อเฒ่าชวนลูกเขยไปขุดส่าง ขุดไปขุดมา ขุดมาขุดไป กะไปบ่ฮอดไส กะฮอดหม่องฮั่นคือเก่านั่นล่ะ (กะขุดส่างเนาะ บ่แม่นเฮ็ดถนนหนทาง สิให้มันไปฮอดไส เดียวเนี่ยะ ผู้เว้ากะดาย..) ไปบ่ฮอดไส กะแม่นยุ แต่ว่ามันกะได้เลิ่กลง เลิ่กลง ยุเด้ล่ะ.. เหลียวเบิ่งจากทางเทิง กะเป็นฮูจึ่งปึ่งลงไป
ทั้งสองคน พ่อเฒ่ากับลูกเขย กะได้ลงไปในส่าง เอาเสียมซ่อยกันก่นดินขึ้นมา สบจังหวะพอดี้ พ่อเฒ่าปวดตดล่ะเว่ย เลากะพยายาม เฮ็ดก้นให้มันเป็นฮูโล่งๆ เผื่อสิบ่ให้เกิดเสียงดัง ที่เอิ่นว่า ตดชูด นั่นล่ะ (เลากะสิอยากอายลูกเขย อยู่เด้เนาะ จั่งบ่กล้าตดเสียงดัง) เลากะตดซูดได้สำเร็จ

… หว่างมื้อเซ้า กินข้าวกับหมกดักแด้ พอดีตั้วล่ะบะได๋…

อยู่ในส่าง อากาศกะบ่ถ่ายเทเนาะ หมู่เจ้ากะคิดเบิ่งเอาโลดเด้อ …ตดจากหมกดักแด้.. คุณภาพ บ่ต้องห่วง…
พ่อเฒ่าเลากะได้กลิ่นยุ แต่กะอดไว้ เพราะฮู้ว่าเป็นตดจะของ
ลูกเขยตี้ล่ะ ได้รับคุณภาพดักแด้เต็มๆ แล้วกะฮู้ว่าบ่แม่นผลงานของจะของ ทนบ่ไหว กะเลยทำทรงถามว่า
“ ฮู้ย…เหม็นตด หมาโตได๋ วะ !!! ???!!!”
“ ฮ่วย อยู่หนี่ กะมีแต่กูกับมึงสองคนท่อนตั้ว มึงเว้าจั่งซี้กะแสดงว่า มึงว่ากูเป็นหมา ซั่นตี้”

พ่อเฒ่าเลาเคียดเด้
ลูกเขยฮู้ว่าพ่อเฒ่าเคียด กะเลยบ่ต่อปากต่อคำ ฟ้าวไต่ขึ้นจากส่าง มานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์ทางเทิง (สูบยานำล่ะหวา) จากนั้น จั่งค่อยลงไปขุดส่างต่อจนแล้ว…..

พ่อเฒ่าถืกลูกเขยว่าเป็นหมา เลาเคียดอยู่บ่เซาเด้ คึดหาทางสิแก้แค้นลูกเขย กะเลยซวนลูกเขยเล่นโบก พ่อเฒ่าเลาเล่นโบกเก่งเด้ เลาเซียนมาแต่สมัยเป็นหนุ่มพุ่นตั้ว (เซียนแกมโกงนั่นล่ะหว๋า) …ลูกเขยเห็นว่าว่างๆ เทิงเกรงใจพ่อเฒ่านำ กะเลยตกลง เล่นโบกกับพ่อเฒ่า
เล่นไปเล่นมา เล่นมาเล่นไป ลูกเขยมีเงินอยู่สามร้อย กะเสียให้พ่อเฒ่าเหมิดเลย คึดสิยืมเงินพ่อเฒ่ามาต่อทึน เผื่อสิได้คืนนั่นหนา
“ พ่อ ๆ ยืมจักร้อยแหน่ พอได้ต่อทึน ”

“ กูกะเสียคือกัน สิเอาไสมาให้มึงยืม ” พ่อเฒ่าเลาปฏิเสธ
“ ฮู้… เล่นอยู่นำกันสองคน บ่ฮู้ว่า หมาโตได๋ เป็นผู้ได้น้อ ”

ลูกเขยเลาว่า… แล้วกะพากันเซาเล่น
พ่อเฒ่าแก้แค้น โดยเล่นได้เงินลูกเขยสำเร็จ แต่สุดท้ายกะถืกลูกเขยว่า เป็นหมา คือเก่า…

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

นิทาน หลวงพ่อกับเณรน้อย ตอน หลวงพ่อกินขี้ไก่

หลวงพ่อกับเณรน้อย ตอน หลวงพ่อกินขี้ไก่

มื้อหนึ่ง ตอนเช้า ก่อนหลวงพ่อสิออกไปบิณฑบาต กะได้สั่งเณรน้อยว่า

“ น้อย น้อย หลวงพ่อสิไปบิณฑ์บาตเด้อ อยู่กุฏิกะให้เบิ่งดีๆ อย่าให้ไก่มาขี้ใส่เด้อ คันไก่มาขี้ใส่ได้ เดี๋ยวสิลงโทษอย่างหนัก”

แล้วกะเข้าไปบิณฑ์บาต
เณรน้อย กะเลยวางแผนอุบาย แกล้งหลวงพ่อ กะคือ เอาน้ำอ้อยย่วย ไปหยอดไว้หม่องฮั่น หม่องหนี่ เริ่มตั้งแต่บ่อนคันได พุ่นน่ะขึ้นมา หยอดให้คือกองขี้ไก่ หยอดแล้วแล้ว กะคอยเฝ้าไล่ไก่ บ่ให้ขึ้นกุฏิ บักอย่างดี
พอประมาณเวลา ที่หลวงพ่อสิกลับมา เณรน้อยกะทำท่า บ่ได้อยู่เฝ้ากุฏิ ไปย่างเล่น อยู่ทางอื่นเสย ว่าส่ำสา
หลวงพ่อกลับมา เห็นกองน้ำอ้อยย่วย ว่าแม่นขี้ไก่ เลาสูนวะสั่น ฮ้องหาเณรน้อยว่า

“ น้อยเอ้ย น้อย เจ้าไปเฮ็ดหยังอยู่ไสเดียวเนียะ เป็นหยังจั่งบ่มาเฝ้ากุฏิ ปล่อยให้ไก่ มาขี้ใส่เต็มเลยเนี่ย”
พอเณรน้อยมาแล้ว หลวงพ่อกะเลยทำโทษ ให้เณรน้อย กินขี้ไก่ เณรน้อย กะทำเป็นอิดออด บ่อยากกิน แต่ในที่สุดกะกิน เอามือต้วยกองนั่น แล้วกะกองนี่ มากินอย่างเป็นตาแซบ
“ ฮู๊ แซบ ๆ ฮู้ หวานดี แซบ.. ”
หลวงพ่อ เห็นเณรน้อยกินเป็นตาแซบ กะเลยถามว่า

“ มันแซบอีหลีติน้อย มันบ่เหม็นติ ”

“ แซบอีหลีครับหลวงพ่อ ลองชิมเบิ่งครับ ”
หลวงพ่อกะเลยเอามือต้วย มาลองชิมเบิ่ง

“ โฮ้ หวาน หอม แซบดี…. อืม ขี้ไก่ มันกะแซบปานนี้ ตั้วหนิแมะ คันฮู้จั่งซี้ ปล่อยให้ไก่ มาขี้ใส่กุฏิแต่โดนแล้ว…… มื้อลุน บ่ต้องไล่มันเด้อน้อย ปล่อยให้มันมาขี้ใส่หลายๆ โลดเด้อ”
เณรน้อย กะหัวย่ามอยู่ในใจ นั่นแหล่ว
มื้อลุน ก่อนหลวงพ่อสิเข้าไปบิณฑบาต กะสั่งเณรน้อยอีกว่า

“ น้อย ๆ มื้อนี้ ปล่อยให้ไก่มาขี้ใส่กุฏิหลายๆ เด้อ”
เณรน้อย กะเลยหนีไปหาเล่นอยู่หม่องอื่น ปล่อยให้ไก่ ขึ้นมาขี้ใส่กุฏิ ตามคำสั่งของหลวงพ่อ พอหลวงพ่อกลับจากบิณฑบาต เห็นไก่แตกแซวๆ อยู่เทิงกุฏิ กะดีใจบักอย่างใหญ่ เลาติดใจรสชาติขี้ไก่มื้อวาน กะเลยค่อยๆ ย่อง ไปหาขี้ไก่ เทิงย่าน ไก่มันตื่น หนีลงกุฏิไปก่อน กะพ่องกัน เลากะเอามือต้วยขึ้นมาเลียกิน

“ เอ๊ะ กองนี้ มันคือบ่แซบหว่า เป็นเหม็นๆ นำ”

เลาสงสัย แล้วกะหยับไปหาชิม กองอื่นต่อไป….
เณรน้อย กะจอบเบิ่งอยู่เด้ ฮ้องถามหลวงพ่อว่า

“ เป็นจั่งได๋ครับ หลวงพ่อ แซบบ่ ”
“ เป็ง เหม็ง ๆ ฉ่ง ๆ (เป็นเหม็นๆ ส้มๆ) ” หลวงพ่อเบ๋ปากตอบ
เณรน้อย เลากะหัวย่าม ย่าม แหล่วเนาะ
ไผว่าขี้ไก่มันแซบ… ขี้ไก่มันบ่แซบเดิก… (บ่เคยซิมดอกว้า)… กั๊ก ๆ ๆ ๆ …(เสียงหัวเด้หนิ)
หลวงพ่อกะเสียฮู้เณรน้อยซั่นแหล่ว

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

นิทานเรื่อง “ขูลูนางอั้ว”

ตำนานนิทานเรื่อง “ขูลูนางอั้ว” (โรเมโอกับจูเลียต แห่งอิสาน )

     ตำนานแรก ว่ากันว่ามีหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อว่า บ้านโคกกง และอีกหมู่บ้านหนึ่งชื่อ บ้านทุ่งมน สองหมู่บ้านนี้ติดกัน รักใคร่สามัคคีกันดี มีเพื่อนฮักเพื่อนแพง(เสี่ยวกัน)สองครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน 2 ครอบครัวสัญญากันไว้ว่า ถ้าใครมีลูกชายจะให้เป็นเพื่อนกัน หากอีกฝ่ายเป็นหญิงจะให้แต่งงานกัน โดยไม่มีเงื่อนไข
วันหนึ่งฝ่าย นางกาสี อยู่บ้านโคกกง ซึ่งมีสวนส้ม กำลังสุกเหลือง ส่วนฝ่ายบ้านทุ่งมน เกิดอยากกินผลส้มเลยชวนพวกมาขอผลส้มกินแต่ นางกาสีหวงไม่ยอมยกให้ จนเกิดผิดใจกันระหว่างเพื่อน ก็เลยเลิกคบค้ากัน ขนาดว่าจะไม่ให้ลูกหลานคบค้าสมาคมกัน และแค้นใจมาก
18 ปีต่อมา ฝ่ายนางกาสี มีลูกชายชื่อ ขูลู ส่วนอีกฝ่าย มีลูกสาวชื่อ นางอั้ว ทั้งสองเกิดรักใคร่ชอบกัน โดยที่ไม่ฟังคำคัดค้านจากฝ่ายพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายเลยแม้แต่น้อย พ่อของนางอั้ว กลัวลูกสาวไปปล่อยตัวปล่อยใจจนเกินงามให้ ขูลู เลยออกอุบายให้นางอั้วแต่งงานกับ ขุนลาง หลานเจ้าสัว มหาเศรษฐีปล่อยเงินกู้ผู้กว้างขวางและเอารัดเอาเปรียบในหมู่บ้านทุ่งมน วันหนึ่ง ขุนลางกับน้าชาย ได้ทวงเรื่องหนี้สินที่พ่อนางอั้วเคยหยิบยืมไป แต่ก็ไม่มีให้ในที่สุด น้าชายของขุนลางบังคับให้นางอั้วแต่งงานเพื่อชดใช้หนี้ นางไม่ยินยอมเพราะมีใจให้ขูลูอยู่ จึงตัดสินใจ ในคืนก่อนเข้าพิธีแต่งงานหนึ่งวันกับขุนลาง มอบกายให้ขูลูจากนั้นก็ตัดสินใจผูกคอตาย พอขูลูรู้ข่าวการตาย จึงใช้มีดแทงตัวตายตามนางอั้วไป
ตำนานที่สอง ท้าวขูลูเป็นโอรสเมืองกาสีและนางอัวเดี่ยมเป็นธิดาของเมืองกายนครทั้งสองเมืองเป็นเพื่อนกัน และได้ให้คำมั่นสัญญาว่าถ้าฝ่ายใดได้ลูกชายลูกสาวก็จะยกให้แต่งงานกัน ท้าวขูลูกับนางอั้วเคี่ยมเกิดปีเดียวกัน เมื่อเจริญเติบโตนางอั้วเคี่ยมมีความงดงามมาก จนเล่าลือไปถึงขุนลาง ซึ่งเป็นของเขาก่ำ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ยังไม่เจริญ
ต่อมาเมื่อท้าวขูลูเจริญวัยอยากมีคู่ครองก็ลามารดามาเมืองกายนคร แล้วได้มีใจต่อนางอั้วเคี่ยม ท้าวขูลูประทับอยู่เมืองกายนครระยะหนึ่ง ก็ลากลับเมือง เพื่อส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ ขุนลางหัวหน้าเผ่าชนภูเขาก็ได้ส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอนางอั้วเคี่ยม พระมารดานางอั้วเคี่ยมได้รับปาก เป็นเพราะนางไม่พอใจมารดาท้าวขูลู ซึ่งเป็นเพื่อนกัน เป็นเพราะเมื่อครั้งตั้งครรภ์นางอั้วเคี่ยม นางได้ไปเที่ยวอุทยานของเมืองกาสี เมื่อเห็นส้มเกลี้ยงก็อยากกิน แต่มารดาของท้าวขูลูไม่ให้ อ้างว่าส้มเกลี้ยงไม่สุกดี จึงทำให้นางน้อยใจและตัดความเป็นเพื่อนกัน นางอั้วเคี่ยมทราบว่ามารดารับปากการสู่ขอของขุนลาง นางก็เสียใจและไม่ยอมรับ
ฝ่ายท้าวขูลูได้บอกบิดามารดามาสู่ขอนางอั้วเคี่ยม แต่แม่สื่อของขูลูนำสินสอดมาสูขอ ครั้งแรกมารดานางอั้วเคี่ยมไม่ย่อมตกลงอ้างว่าตกลงกับขุนลางไว้ก่อนแล้ว ท้าวขูลูก็ขอให้แม่สื่อมาขอนางอั้วเคี่ยมอีกครั้งและได้พูดทวงสัญญาคำมั่นที่จะให้บุตร- ธิดาอภิเษกสมรสกัน แต่มารดาของนางอั้วเคี่ยมได้กล่าวถึง ความโกรธเมื่อครั้งส้มเกลี้ยงจึงคืนสัญญาทั้งหมดและได้ทำพิธีเสี่ยงทายสายแนนว่าเป็นเนื้อคู่กันหรือไม่ ก็พบว่าทั้งคู่เป็นเนื้อคู่กันแต่ต้องตายจากกัน
ฝ่ายขุนลางก็ส่งคนมาทาบทามเพื่อกำหนดวันอภิเษก เมื่อข่าวกำหนดแต่งงานถึงหูอั้วเคี่ยม ทำให้นางเศร้าโศกเสียใจ นางจึงสั่งนางทาสาไปเชิญท้าวขูลูมาพบนางฝ่ายมารดานางอั้วเคี่ยมทราบว่า ธิดาได้ลักลอบพบกับท้าวขูลูที่สวนอุทยานนาง โกรธมากจึงด่าว่านางอั้วเคี่ยมว่าไปเล่นชู้ นางเสียใจมากจึงพูกคอตายที่อุทยาน เมื่อความทราบถึงเจ้าเมืองและพระมารดาต่างก็เสียพระทัย และนำพระศพเข้าเมืองบำเพ็ญกุศล ขุนลางก็ถูกธรณีสูบตายในคราวเดียวกัน
เมื่อท้าวขูลูทราบการตายของนางอั้วเคี่ยมก็เสียใจ จึงคว้ามีดแทงคอตัวเองตาย

พิ่มเติม เมื่อทั้งสองตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นดอกคูลูนางอั้วที่มีกลิ่นหอม


ดอกขูลู

 

 

ดอกน้างอั่ว

 

 

 

 

 

อีกตำนานกล่าวว่าเมื่อตายไปทั้งสองกลายเป็นหนอนของแมลงที่ใบกล้วย

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

นิทานพื้นบ้าน คือหยังฮึ…

นิทานพื้นบ้าน

นิทานพื้นบ้าน ที่พบในภาคอีสาน มีมากมายหลายร้อยเรื่อง ซึ่งเมื่อแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ จะได้ ๒ ประเภท (ความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าเอง) ดังนี้
นิทานวรรณคดี      เป็นนิทานขนาดค่อนข้างยาว ถึงยาว ซึ่งมีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หรือจารลงใบลาน โดยมาก มักแต่งเป็นคำกลอนอีสาน ซึ่งบางครั้งเมื่อนำมาเล่าใหม่ นิยมเรียบเรียงใหม่เป็นร้อยแก้ว เพื่อให้อ่านง่าย
นิทานประเภทวรรณคดีนี้ มีวิธีถ่ายทอดสู่ชาวบ้าน ๓ วิธีใหญ่ ๆ คือ

  1. พระภิกษุสามเณร นำมาเทศน์ในงานบุญออกพรรษา โดยแต่ละปีจะมีการกำหนดว่า ออกพรรษาปีนี้ จะเทศน์เรื่องอะไร ซึ่งแต่ละวัด จะมีหนังสือใบลานวรรณคดีนิทานเรื่องต่างๆ เก็บไว้ พอถึงงานบุญออกพรรษา ก็จะเตรียมหนังสือใบลานนิทานเรื่องนั้นๆ ไว้ สำหรับพระภิกษุสามเณร ทั้งวัดนั้น ทั้งวัดอื่นๆ เวียนสลับมาอ่าน(เทศน์) ให้พ่อออก แม่ออกฟัง จนหนังสือหมดผูก หรือนิทานจบ
  2. นักปราชญ์ผู้สามารถในการแต่งกลอนลำ นำไปแต่งเป็นกลอนลำ แล้วให้หมอลำเป็นผู้ถ่ายทอด เล่าเรื่องราวนิทานนั้นๆ เช่นหมอลำพื้น (มีคนลำเพียงหนึ่งคน ทำหน้าที่เป็นตัวละครทั้งหมด ใช้เสียง ผ้า และเครื่องแต่งกายประกอบการแสดง) หมอลำเรื่องต่อกลอน เป็นต้น
  3. คนเฒ่าคนแก่ (ซึ่งได้ฟังลำ หรือได้ฟังเทศน์จากพระ หรือผู้ที่สึกจากพระ) นำมาเล่าให้คนอื่นๆ ฟัง ให้เด็กๆ ฟัง ในตอนเย็นหลังกินข้าว

นิทานประเภทวรรณคดีนี้ โดยมาก เป็นเรื่องราวทางจินตนาการ หรือเป็นเรื่องแต่ง แต่อาจมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง เช่น ขูลูนางอั้ว ผาแดงนางไอ่ กำพร้าไก่แก้ว บักหูดสามเปา เป็นต้น

นิทานก้อม      เป็นนิทานขนาดสั้น กะทัดรัด ซึ่งลักษณะพิเศษของนิทานก้อมคือ มีมุขตลก มุขขำขัน อยู่ในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งเมื่อเล่าถึงจุดขำขัน หรือจุดปล่อยมุข นิทานก็จบเรื่อง หรือจบตอน นิทานก้อมนี้ ไม่ค่อยมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มักจะถ่ายทอดโดยวิธีเล่าสู่กันฟัง ซึ่งสถานการณ์ ที่อำนวยให้เล่านิทานก้อมก็คือ เมื่อมีการรวมกลุ่ม หรือชุมนุมกัน เช่น หลังกินข้าวตอนเย็น ลงแขกเกี่ยวข้าว เป็นต้น
นิทานก้อม โดยมาก ต้นเค้าหรือที่มา มักจะมาจากเรื่องจริง ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ที่เป็นเรื่องแต่งหรือคิดขึ้นเอง ก็คงมีบ้างเช่นกัน ตัวอย่างนิทานที่เข้าข่ายเป็นนิทานก้อม เช่น พ่อเฒ่ากับลูกเขย หลวงพ่อกับเณรน้อย เป็นต้น

Categories: นิทานพื้นบ้าน | ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com . The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.